สาระน่ารู้

การทำแท้งหมายถึง ?

สาเหตุของการทำแท้งผิดกฎหมาย

วิธีการทำแท้ง

การทำแท้งด้วยยาคืออะไร ?

อันตรายจากการทำแท้ง

WHO แนะนำใช้ยายุติการตั้งครรภ์

ปัญหาการทำแท้งในประเทศไทย

มาตรการแก้ปัญหาการทำแท้ง

กฎหมายการทำแท้งในประเทศไทย

แนวทางแก้ปัญหาการทำแท้งอย่างถาวร

สุขภาพสตรีและการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย

ยาสอดทำแท้งได้จริงหรือ
จะแน่ใจได้อย่างไรว่าท้อง
การคุมกำเนิด
การตั้งครรภ์และแพ้ท้อง
จะรู้ได้อย่างไรว่าแท้งครบ
วิธีการทำแท้งแบบดูด
มีเซ็กส์ให้ปลอดภัย
ยาสตรีเบนโล
ชนิดของยาทำแท้ง
อะไรคือท้องลม
คุมกำเนิดแบบหน้า 7 หลัง 7
หลังนอกจะท้องไหม
สถานที่รับทำแท้ง
ข่าวยาทำแท้ง
webboard

คำถามที่พบบ่อย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขาย :: ยาสอด ยาทำแท้ง ยาขับเลือด ไซโตเทค cytotec RU486 ยาเหน็บ ยากินทำแท้ง ยาขับประจำเดือน จัดส่ง EMS ทั่วประเทศ

โทร.092-6578636

 

 

มาตรการแก้ปัญหาการทำแท้ง

" ไม่มีผู้หญิงคนไหนในโลกนี้ ที่ตั้งใจท้องเพื่อที่จะไปทำแท้ง " นักวิชาการจากสถาบันพัฒนาประชากร มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดประเด็นในการสัมมนาเรื่อง ปัญหายุติการตั้งครรภ์ ซึ่งจัดโดยกรมอนามัยเมื่อวานนี้ (6 ส.ค.) พร้อมเสริมว่า ปัจจุบันมีผู้หญิงที่มีปัญหา และเลือกใช้วิธีการทำแท้งเป็นจำนวนมาก โดยมาจากทุกชนชั้น ทุกระดับการศึกษา หลากอาชีพ หลายศาสนา ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในทั่วโลก

โดยสถิติล่าสุดซึ่งเก็บโดยนักศึกษาระดับปริญญาเอกของมหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ตัวเลขหญิงไทยที่ทำแท้งเพิ่มขึ้นจากที่เคยรับรู้กันคือ 1-2% ของหญิงที่ตั้งครรภ์ทั้งหมดเป็น 10% ในขณะที่ 83% เป็นการตั้งครรภ์แล้วคลอดตามปกติ 6% เป็นการแท้งเองโดยธรรมชาติ และ 1% เป็นตัวเลขของหญิงตายเพราะคลอด

ทั้งนี้สถิติที่น่าตกใจคือ จากการเก็บข้อมูล 311 ตัวอย่างในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน จ.ขอนแก่น พบว่า ผู้หญิงที่ทำแท้ง 58% เลือกใช้วิธีทำเองสูงถึง 81% ขณะที่แพทย์เป็นผู้ทำให้เพียง 7% และผู้อื่นทำให้ 12%

สำหรับประเทศไทย ปัญหาการทำแท้งเป็นเรื่องที่มีการพูดคุยถกเถียงกันในแวดวง ผู้ที่เกี่ยวข้องมานาน โดยเฉพาะทางด้านกฎหมายอาญาซึ่งควบคุมการทำแท้งกับประเด็น การเปิดทำแท้งเสรี ซึ่งมีการหยิบยกเงื่อนไขทางศีลธรรมมาเป็นเหตุผลในการคัดง้าง จนความพยายามในการขอแก้ไขกฎหมายผ่อนคลายเงื่อนไขการทำแท้งเพื่อช่วยเหลือหญิง ที่เกิดการตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม มีอันถูกระงับไปมาโดยตลอด

" การเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมาย ก็เพื่อต้องการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้หญิงที่มีปัญหา ซึ่งงานวิจัยในต่างประเทศหลายชิ้นพบว่า หากมีทางเลือกให้กับผู้หญิงเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ หลายๆ ทาง จะพบว่าสถิติการทำแท้งก็จะลดลง นั่นเป็นเพราะในสังคมนั้นๆ มีข้อมูลข่าวสารครบถ้วน ผู้หญิงสามารถเข้าถึงบริการคุมกำเนิดและบริการอื่นๆ ได้ง่าย "

เวลานี้ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม โดยส่วนใหญ่ถูกปฏิเสธ การรับผิดชอบจากผู้ชายแล้ว ก็ต้องหาทางออกให้กับตัวเอง ส่วนใหญ่เดินเข้าร้านขายยา เพื่อซื้อยาขับเลือด การใช้ยาปรับประจำเดือน รวมทั้งทดลองสารพัดวิธีให้แท้ง ซึ่งการใช้ยาเป็นวิธีการแก้ปัญหาแบบพึ่งตัวเองของผู้หญิง เพราะเป็นเรื่องที่เขาปรึกษาใครไม่ได้ เพราะมีมาตรฐานสังคมมันคอยบีบอยู่ จึงต้องทำให้เป็นเรื่องส่วนตัวที่สุด

สำหรับยาไมโซโพรสทอล (Misoprostol) ซึ่งเป็นยารักษาแผลสำหรับลำไส้เล็กส่วนต้น และกระเพาะอาหาร แต่มีการนำมาใช้เหน็บช่องคลอดเพื่อทำแท้งกันเป็นจำนวนมากนั้น หลังจากที่ อ.ย.ประกาศเป็นยาควบคุมพิเศษโดยกำหนดให้จ่ายในโรงพยาบาลเท่านั้น จึงได้มีผู้ไปติดต่อซื้อจากโรงพยาบาลแล้วมาปล่อยขายในตลาดมืด ในราคาสูงถึง เม็ดละ 5 พันถึง 1 หมื่นบาท ทว่าก็ยังมีคน ยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อไปใช้ ดังนั้นวิธีการของ อ.ย.นี้จึงไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกต้อง

วิธีการของ อ.ย.ดังกล่าว ทำให้แทนที่จะสามารถควบคุมการใช้ยานั้นได้ ก็กลับคุมไม่ได้ ทำให้อาจเกิดปัญหาที่ตามมาจากการใช้ยาอย่างผิดวัตถุประสงค์ได้ ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้ เป็นตัวอย่างของวิธีการแก้ปัญหาการทำแท้งที่ผ่านมาซึ่งไม่ถูกจุด ซึ่งตนคิดว่าการทำแท้ง ไม่ใช่ปัญหาทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาศีลธรรม สังคม และเศรษฐกิจด้วย

การทำแท้งเป็นบั้นปลายของปัญหา การแก้ไขควรทำที่ต้นตอ คือ การมีเพศสัมพันธ์ ที่ไม่ได้ป้องกัน ดังนั้นมาตรการที่จำเป็นที่สุด คือ การให้คำปรึกษาและให้ความรู้เรื่องเพศศึกษา ตั้งแต่ระดับม.ต้น และ ม.ปลาย ซึ่งไม่ใช่การสอนให้เด็กรู้วิธีการร่วมเพศ แต่เป็นการสอน ให้เขารู้วิธีป้องกันปัญหาที่จะตามมา ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้เรื่องการคุมกำเนิด หรือแม้แต่การใช้ยาคุมฉุกเฉิน ซึ่งต้องทำให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย เช่น ยา RU486 ซึ่ง อ.ย.ไม่อนุญาตให้นำเข้า แต่ในจีนใช้ได้ผลดีมาก ในจุดเหล่านี้ก็อยากให้รัฐพิจารณาด้วย รศ.น.พ.สุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับแพทย์แล้วการทำแท้งไม่มีปัญหา เพราะเทคโนโลยี ไปไกลมากแล้ว แต่ปัญหาการทำแท้งอยู่ที่ตัวกฎหมายเปิดช่องหรือไม่ และผิดหลักศีลธรรมไหม ซึ่งในจุดนี้เป็นปัญหาสำคัญที่ชุมชนและสังคมต้องร่วมกันหาทางแก้ไข โดยน่าจะมี การทำประชาพิจารณ์ว่าควรแก้ไขกฎหมายหรือไม่ หรือจะมีหนทางแก้ปัญหานี้อย่างไร

ผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์สิทธิหญิงบริการ กล่าวว่า หากมองในแง่ของสังคม ว่าถ้าปล่อยให้หญิงที่ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมต้องปล่อยให้ลูกเกิดมา หรือต้องหาวิธีทำแท้งด้วยตนเองแล้ว ก็จะเห็นว่าการทำแท้งมีความจำเป็นสำหรับผู้หญิงในยุคนี้ แต่ก็ต้องมีการควบคุมความปลอดภัย ทว่าไม่ใช่การปราบปรามเหมือนเป็นอาชญากรรม อย่างที่เป็นอยู่ ทั้งนี้ การทำแท้งต้องอยู่ในอำนาจหน้าที่ของแพทย์เท่านั้น ไม่ใช่ตำรวจ หรือผู้สื่อข่าวที่จะมาคอยจ้องจับเอาผิดกับผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อของการถูกกระทำทางเพศ ทั้งแบบที่เต็มใจหรือไม่ก็ตาม

เวลานี้คลินิกทำแท้งที่ถูกจับ ส่วนใหญ่เป็นสถานที่ที่มีมาตรฐาน สามารถให้บริการ ได้อย่างปลอดภัย แต่สถานที่เถื่อนๆ อย่างหมอเถื่อนที่แอบซ่อนตามซอกมุมกลับไม่ถูกจับ ทั้งๆ ที่ทั้งอันตรายทั้งเสี่ยง ผอ.ศูนย์พิทักศ์สิทธิหญิงบริการ กล่าว

ขณะที่ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัญหาของการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ในวัยรุ่น เกิดจากปัจจัยหลักๆ 3 ด้านด้วยกัน คือ การศึกษา ซึ่งในเวลานี้โรงเรียนยังสอนเพศศึกษาให้แก่เด็กน้อยมาก และไม่ถูกแนวทาง รวมทั้งครูเองก็ไม่กล้าหรือไม่มีความรู้ ปัจจัยที่สอง คือครอบครัว ซึ่งไม่สอนเรื่องเพศศึกษา ให้กับลูกอย่างเปิดเผย ทำให้เด็กต้องไปแสวงหาความรู้จากภายนอก และสุดท้ายคือ สำนึกและอารมณ์ของตัววัยรุ่นแต่ละคนเอง

สำหรับภาครัฐต้องไปดูเรื่องกฎหมายต่างๆ เพื่อให้กฎหมายนั้นนำมาซึ่ง สิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุกแประชาชน ถ้ากฎหมายใดเป็นกฎหมายเก่า ไม่เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง เราก็ต้องมาร่วมกันรื้อใหม่ การแก้ปัญหาสังคม ต้องไม่ยึดติดกับตัวบทกฎหมาย ซึ่งจะทำให้เราไม่สามารถแก้ไขปัญหาอะไรได้

ด้านผู้อำนวยการสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ เสนอว่า รัฐควรจัดที่พักพิงให้กับผู้หญิงที่ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม และไม่มีสามีรับผิดชอบ และดูแลจนกระทั่งคลอดเสร็จ นอกจากนี้ยังต้องให้ความรู้และข้อมูลเรื่องเพศศึกษาแก่ประชาชน รวมทั้งศูนย์ให้คำปรึกษาแก่ผู้หญิงเหล่านี้ด้วย และที่สำคัญต้องให้สังคมมีความเข้าใจ เรื่องการท้องโดยไม่พร้อมของผู้หญิง

จารีตประเพณีที่ตีกรอบไว้ ทำให้ผู้หญิงขาดอำนาจในการต่อรอง มีช่องโหว่ ในการเข้าถึงสิทธิในเนื้อตัว ชีวิต และสิทธิของพวกเขาเอง โดยใช้คำว่า ชิงสุกก่อนห่าม มาตีตรา หรือแม้แต่การที่ผู้ท้องเพราะถูกข่มขืนก็ตาม มองได้ด้านเดียวคือผู้หญิง ต้องรับภาระตรงนี้ และเป็นการปฏิเสธความรับผิดชอบอย่างง่ายดายของผู้ชาย โดยไม่มีใครกล่าวหาอะไรเลย นี่คือความเป็นจริง

การตั้งครรภ์ก่อให้เกิดความเครียดสูงในผู้หญิง ยิ่งถ้าเป็นการตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมแล้ว ยิ่งเพิ่มความกดดันทางจิตใจสูงมาก ซึ่งแม้แต่เมื่อยุติการตั้งครรภ์แล้วก็ยังพบความผิดปกติ ทางด้านจิตใจอยู่ โดยเรียกว่า บ้าหลังคลอด มีอาการหูแว่ว ประสาทหลอน ส่วนหญิงที่ทำแท้ง พบว่าหลังการทำแท้งทุกคนมีความเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจ และส่วนใหญ่จดจำ อีกทั้งพยายามไม่ทำให้เกิดปัญหาซ้ำอีก

ดังนั้นสังคมควรออกมาโอบอุ้มหญิงเคราะห์ร้ายเหล่านี้ มากกว่าที่จะซ้ำเติมด้วยกฎหมาย และหลักศีลธรรมจรรยา โดยต้องการเปิดโอกาสให้ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมมีทางเลือก ในการจัดการตัวเองมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ น่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด แต่ทั้งนี้กฎหมาย ที่มีอยู่ต้องได้รับการแก้ไข เพื่อให้มีมุมมองเปิดกว้างมากกว่าที่เป็นอยู่

สำหรับผลการสำรวจสถานการณ์การทำแท้งในประเทศไทยล่าสุด เมื่อปี พ.ศ.2542 โดยกองวางแผนครอบครัวและประชากร กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่า จากจำนวนหญิงที่เข้ามารักษาภาวะแทรกซ้อนจากการแท้งเองและทำแท้งในโรงพยาบาลของรัฐ 787 แห่งทั่วประเทศ ได้จำนวนตัวอย่างทั้งหมด 45,990 ราย ในจำนวนนี้พบว่าร้อยละ 28.5 เป็นการทำแท้ง และพบอัตราการแท้งเท่ากับ 20 ต่อเด็กเกิดมีชีพ 1 พันราย

ในกลุ่มที่ทำแท้งร้อยละ 46.8 มีอายุต่ำ 20-24 ปี ร้อยละ 30 มีอายุต่ำกว่า 20 ปี ขณะที่อายุครรภ์เฉลี่ขณะทำแท้งเท่ากับ 13 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงที่มีอันตราย ส่วนอายุครรภ์มากสุดคือ 30 สัปดาห์

สำหรับสาเหตุของการทำแท้ง พบว่า ร้อยละ 60.2 เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจและสังคม และร้อยละ 39.8 ทำแท้งเนื่องจากมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ว่ามีความผิดปกติของเด็กในท้อง มารดามีปัญหาสุขภาพ ติดเชื้อ HIV ถูกข่มขืน และติดเชื้อหัดเยอรมัน

ส่วนปัญหาที่ทำให้ต้องเข้าโรงพยาบาลหลังการทำแท้ง พบว่า 39.8% มีภาวะแทรกซ้อน รุนแรงส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อในกระแสเลือด อุ้งเชิงกรานอักเสบ ตกเลือดมาก และมดลูกทะลุ โดยในกลุ่มนี้ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจเท่ากับ 21,024 บาทต่อราย ในการทำแท้ง 1 ครั้ง และพบว่ามีผู้เสียชีวิตจากการทำแท้ง 14 รายคิดเป็นร้อยละ 0.11 ของกลุ่มตัวอย่างที่ทำแท้ง

นอกจากนี้ยังพบว่ากลุ่มผู้ที่ทำแท้งนอกโรงพยาบาลร้อยละ 24.7 เป็นนักเรียนนักศึกษา โดยวิธีการทำแท้งที่นิยมได้แก่ การสอดใส่สิ่งของหรือสารเหลวต่างๆ รวมทั้งอุปกรณ์ของแข็งเข้าทางช่องคลอด เหน็บยาทางช่องคลอด รับประทานยาเม็ด และบีบนวดหน้าท้อง ในอัตราร้อยละ 46.9, 13.6, 11.6 และ 11.0 ตามลำดับ โดยเสียค่าทำแท้งเฉลี่ย 2,684 บาทต่อครั้ง ขณะที่การทำแท้งในโรงพยาบาลที่เก็บข้อมูล ส่วนใหญ่ใช้เครื่องมือขูดมดลูก เหน็บยาทางช่องคลอด ฉีดยาหรือน้ำเกลือทางเส้นเลือด

 

 

 

 

Copyright © 2004 - 2016 โดยนายแพทย์ปัญญา

ยาสอด ยาทำแท้ง ยาขับเลือด ยาเหน็บ ru486 ไซโตเทค cytotec ทำแท้ง เอาเด็กออก ยาขับประจำเดือน ที่ทำแท้ง คลินิกทำแท้ง สถานที่ทำแท้ง

Powered By www.doctorpanyacom. Allright Reserved.